The Flock

ช่วงหลายปีที่ต้องคุมประพฤติกลุ่มผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศนั้น ได้ฝากรอยแผลเป็นไว้มากมายในความรู้สึกของนายตำรวจคนหนึ่ง (ริชาร์ด เกียร์) เขาต้องสู้กับปิศาจร้ายในตัวเองอยู่ตลอดระหว่างตามหาเด็กสาวที่หายไป ซึ่งเชื่อว่าเป็นฝีมือของหนึ่งในบรรดาอาชญากรต้องทัณฑ์บนตัวร้ายที่เขาจับตาดูอยู่ โดยมี แคลร์ เดนซ์ รับบทตำรวจมือใหม่ในความดูแลของ ริชาร์ด เกียร์ ซึ่งต้องเรียนรู้งานสืบสวนไปพร้อมกับดึงนายตำรวจผู้พี่ไม่ให้หลุดจากกรอบของกฎหมาย ...และต้องโปร่งใส

กำหนด ฉาย 31 มกราคม 2551

 



 

เรื่องย่อ

The Flock ในบรรยากาศความสยองขวัของฆาตกรเดนสังคมแบบเดียวกับ Silence of the Lambs และ Seven ยังมี THE FLOCK ผลงานภาพยนตร์ภาษาอังกฤษเรื่องแรกของผู้กำกับฯชาวฮ่องกงซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีอย่าง แอนดรูว์ เลา ว่าด้วยเรื่องของ เออร์รอล บับเบจ นายตำรวจผู้หาความสงบในชีวิตไม่ได้ มิหนำซ้ำยังถูกกดดันให้ออกจากงานคุมประพฤติผู้ต้องคดีล่วงละเมิดทางเพศที่ทำมานานถึง 18 ปี เพราะเขาใช้วิธีเหนือกฎหมายในแบบตัวเอง ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้บรรดาผู้บังคับบัญชาอย่างมาก และหนึ่งสัปดาห์ก่อนพักงานยาว บับเบจต้องฝึกตำรวจสาวคนหนึ่งเพื่อทำหน้าที่แทนที่เขาให้ได้ พร้อม ๆ กับจัดการคดีเด็กสาวหายตัวไปไร้ร่องรอยซึ่งบับเบจเชื่อมั่นว่าหนึ่งในเดนมนุษย์ซึ่งเขาคุม ต้องเกี่ยวข้องกับคดีอย่างแน่นอน ...แต่ไม่มีใครเชื่อเขา การฝึกตำรวจสาวมือใหม่ให้รู้จักกับวิธีการเหนือกฎหมายในแบบของบับเบจ จึงเสมือนเป็นการพาทั้งคู่ตรงดิ่งสู่โลกโสมมของเดนมนุษย์ทั้งหลาย ก่อนที่ทั้งตำรวจสาว และเราคนดู จะเริ่มไม่แน่ใจว่าบับเบจเป็นตำรวจที่ตั้งใจจริงเพื่อช่วยชีวิตเด็กสาวที่หายไป หรือเป็นเพียงชายคนหนึ่งที่ลงลึกไปในหลุมดำ หลังจากที่ตัวเขาเองยืนหมิ่นเหม่อยู่บนขอบของมันมานานปี ริชาร์ด เกียร์ รับบท เออร์โรล บับเบจ

 


เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งต้องคอยจับตามองกลุ่มผู้ต้องคดีล่วงละเมิดทางเพศทุกระยะ งานของเขาคือป้องกันกลุ่มผู้ต้องคดีอุกฉกรรจ์ที่ทั้งโหดเหี้ยมและป่าเถื่อน (ซึ่งฝ่ายรักษาความสงบเรียกกันว่า ฝูงนรก) ไม่ให้กลับไปย่ำยีหรือฆ่าใครอีก

แต่เมื่อกฎหมายไม่สามารถหยุดพวกมันได้ บับเบจจึงต้องใช้วิธีรังควานและข่มขู่ต่าง ๆ นานา ไปจนกระทั่งถึงเนื้อถึงตัวในบางครั้งถ้าจำเป็น เสมือนเป็นข้อความเตือนฝากถึงฝูงนรก เพื่อให้พวกมันรู้ตัวว่ากำลังถูกจับตามองทุกฝีก้าว แม้ว่าวิธีการของเขาจะไม่สอดคล้องกับกฎหมาย แต่นั่นคือวิธีเดียวที่จะปกป้องสังคมให้พ้นจากพวกเดรัจฉานมาเกิดเหล่านี้

หลังจากสาละวนอยู่กับฝูงนรกมากว่าทศวรรษ เออร์รอลเหน็ดเหนื่อยเหลือเกินกับประสบการณ์เลวร้ายที่พอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ ในชีวิต และเขาอยากหยุดทุกอย่าง แต่ไม่รู้ว่าควรวางมือหรือไม่...ใครจะคอยเฝ้าระวังปิศาจนรกพวกนี้? ทว่าวันนี้เขาไม่เหลือทางเลือกอีกแล้ว เมื่อผู้บังคับบัญชา บ็อบบี สไตล์ส (เรย์ ไวซ์) ขอให้เขาเกษียณก่อนเวลา บับเบจต้องรีบฝากความดีที่ยังพอหลงเหลือให้เป็นที่จดจำ แต่การออกจากงานซึ่งมีความหมายกับชีวิตครั้งนี้ เสมือนกำลังผลักเขาล้มลงไปบนปลายมีด

 


แก่นหลักของเรื่องคือการที่เขาพยายามจะฝึกตัวตายตัวแทน (ซึ่งเลือกเองอย่างลับ ๆ ) นั่นคือ แอลลิสัน โลว์รี (แคลร์ เดนซ์) ให้เก่งพอและพร้อมที่จะดูแลความสงบของบ้านเมืองเหมือนอย่างที่เขาทำ ด้วยความที่อยากออกจากราชการไปแบบหมดห่วง เขาเลือกฟูมฟักสั่งสอนตำรวจสาวไร้เดียงสาและอ่อนประสบการณ์อย่างแอลลิสัน ซึ่งเธอจะต้องพร้อมในเวลาอันรวดเร็ว เพราะเขาอยากคืนความสงบให้ตัวเองเต็มที โดยที่ฝูงนรกก็ยังต้องมีผู้เฝ้าระวังอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม เขาจะต้องแน่ใจเสียก่อนว่าได้สอนแอลลิสันให้ก้าวนำหน้าสัตว์ร้ายกระหายกามไปหนึ่งก้าวเสมอ ต้องรู้จักพฤติกรรมของทุกตัวร้ายอย่างละเอียด ...มันล่าเหยื่อที่ไหน ทำไมต้องฆ่าเหยื่อ และมันจะออกล่าอีกเมื่อไหร่

จังหวะของภาพยนตร์ระทึกขึ้นเมื่อเออร์รอลและแอลลิสันต่างเชื่อว่า หนึ่งในฝูงนรกต้องเกี่ยวข้องกับคดีลักพาตัววัยรุ่นสาวดาวดวงใหม่ในวงการ แฮร์เรียต เวลส์ ซึ่งในใจเออร์รอลตีเจตนาของมันไว้ว่าเพื่อกระทำชำเราและฆ่า ทั้งสองต้องแข่งกับเวลา ค่อย ๆ ตรวจสอบอาชญกรไปทีละคน กระทั่งปักใจเชื่อว่าหนึ่งในนั้นต้องเป็นผู้ลักพาแฮร์เรียตไปอย่างแน่นอน...แต่คนไหนล่ะ เวลายังเดินไปเรื่อย ๆ ในขณะที่ทั้งสองยังคงลงลึกไปในการตรวจสอบฝูงนรกอย่างละเอียด ในที่สุดก็เจอหนึ่งเดียวที่หายไป และหนทางเดียวเท่านั้นที่จะช่วยชีวิตแฮร์เรียตไว้ได้ คือต้องไปให้ถึงที่ซึ่งฆาตกรสุดเหี้ยมซ่อนเธอไว้ก่อนจะสายเกินแก้

 


กล่าวได้ว่า นอกจากภาพยนตร์จะสยองขวัญและบาดอารมณ์แล้ว ยังเต็มไปด้วยประเด็นซับซ้อนเกี่ยวกับความรุนแรงป่าเถื่อนของมนุษย์ที่กระทำต่อมนุษย์ สู่ปัญหาที่อยู่คู่กับเรามาทุกยุคสมัย นั่นคือ “มนุษย์จะไร้มนุษยธรรมกับมนุษย์ด้วยกันเองเสมอ” ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่โหดร้ายป่าเถื่อนที่สุดบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ สัตว์ต่าง ๆ ฆ่ากันเพื่ออาหารและที่อยู่อาศัย ...แต่เราฆ่ากันเองเพื่ออะไร?

สงครามล้วนแต่เป็นมหกรรมการฆ่าทำลายล้างครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะมีชนวนเป็นเรื่องเชื้อชาติหรือเรื่องศาสนาอันบริสุทธิ์ก็ตาม วิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์เผยให้เห็นว่ามนุษย์มีลวดหนามแห่งความป่าเถื่อนโหดร้ายผูกรัดอดีตมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ แรกเริ่มนั้นเพื่อการคงอยู่ของเผ่าพันธุ์...แต่ปัจจุบัน เพื่ออะไร? ไม่ต่างกันเลยกับไส้ติ่งในท้อง – ไส้ติ่งที่ไร้ประโยชน์ใด ๆ แต่ก็อยู่กับมนุษย์ตลอดมา