The Fountain

กำหนดฉาย 29 มีนาคม 2550

จะเป็นอย่างไรหากคุณมีชีวิตอยู่ค้ำฟ้าชั่วกาลนาน ?
ภาพยนตร์เรื่อง "The Fountain" กล่าวถึงการผจญภัยของบุรุษนายหนึ่งที่พยายามช่วยชีวิตสตรีคนรักของเขาครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย วิบากกรรมของเขาเริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ในสเปน (Spain) เมื่อ โทมัส (Tomas รับบทโดย ฮิวจ์ แจ๊คแมน - HUGH JACKMAN) นักรบผู้พิชิตหัวเมืองเม็กซิโกและเปรู เริ่มออกเดินทางค้นหา น้ำพุแห่งความเยาว์วัย (Fountain of Youth) แหล่งน้ำตามธรรมชาติในตำนานที่เชื่อกันว่า ผู้ใดได้ดื่มน้ำจากแหล่งนี้จะมีชีวิตเป็นอมตะ ส่วนทอมมี่ ครีโอ (Tommy Creo) นักวิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบันก็ดิ้นรนหาวิธีรักษามะเร็งที่กำลังจะคร่าชีวิตของ อิซาเบล (Isabel รับบทโดย ราเชล ไว้ซ์ - RACHEL WEISZ) ภรรยาสุดที่รักของเขา ตะลุยยุคอวกาศไปพบกับนักบินอวกาศแห่งศตวรรษที่ 26 ชื่อทอม (Tom) ที่ยังพยายามไขความลับครอบงำจิตใจของเขามาเป็นพันปี เรื่องราวทั้งสามช่วงเวลาล้วนเกี่ยวเนื่องกับความจริงหนึ่งเดียว - และผูกพันกับ โธมัส โดยตลอด ไม่ว่าเขาจะเป็น นักรบ, นักวิทยาศาสตร์, หรือนักบุกเบิก - นั่นคือวิถีแห่ง ชีวิต, ความรัก, ความตาย, และการกลับชาติมาเกิด



Regency Enterprises และ Warner Bros. Pictures ภูมิใจเสนอผลงาน การสร้างของบริษัท Protozoa Pictures / New Regency Production ในภาพยนตร์ ของ ดาร์เร็น แอโรนอฟสกี้ (Darren Aronofsky) ที่นำแสดงโดย ฮิวจ์ แจ๊คแมน (Hugh Jackman) กับ ราเชล ไว้ซ์ (Rachel Weisz) เรื่อง "The Fountain" พร้อมด้วย เอลเล็น เบอร์สติน (Ellen Burstyn) จากบทภาพยนตร์ และ การกำกับของ ดาร์เร็น แอโรนอฟสกี้ (Darren Aronofsky) จากเค้าโครงเรื่อง ของ แอโรนอฟสกี้ กับ อาริ แฮนเดล (Ari Handel) อีริค วัตสัน (Eric Watson), อาร์นอน มิลแชน (Arnon Milchan), และเอียน สมิธ (Iain Smith) เป็น ผู้อำนวยการสร้าง นิค เวสเลอร์ (Nick Wechsler) เป็นผู้บริหารงานอำนวยการสร้าง, แม็ทธิว ลิบาติค (Matthew Libatique) เป็นผู้กำกับภาพ, เจมส์ ชินลุนด์ (James Chinlund) เป็น ผู้ออกแบบสร้างสรรค์ฉาก, เจย์ แร็บบิโนวิทซ์ (Jay Rabinowitz) เป็นผู้ตัดต่อ, เรนี เอพริล (Ren?e April) เป็น ผู้ออกแบบเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย, และคลิ้นท์ แมนเซล (Clint Mansell) เป็นผู้ ประพันธ์ดนตรีประกอบ บริษัทภาพยนตร์ Twentieth Century Fox จัดจำหน่าย "The Fountain" ทั่วโลก

 

เบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ (ABOUT THE PRODUCTION)

ภาพยนตร์เรื่อง "The Fountain" กล่าวถึงเรื่องราวที่เข้าใจง่ายและโดนใจสุดๆ นั่นคือเรื่องของความรัก และการต่อสู้กับความตาย โดยเล่าผ่านสถานการณ์สามยุคสมัย ดาร์เร็น แอโรนอฟสกี้ (Darren Aronofsky) ผู้สร้างภาพยนตร์ได้แนวคิดของบทภาพยนตร์เรื่องนี้มาจากความเข้าใจของเขาเมื่อได้ตระหนักว่า แม้วัฒนธรรมหลายรูปแบบจะมีแนวความเชื่อเรื่องของการดิ้นรนมีชีวิตเป็นอมตะแตกต่างกันไปมากมาย แต่เรื่องราวว่าด้วยการค้นหาน้ำพุแห่งความเยาว์วัย (Fountain of Youth) กลับไม่ค่อยจะถูกนำมาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์

 

"ความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ค้ำฟ้านี่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมของพวกเราเลยนะ ทุกวันนี้ผู้คนก็ยังคงหาทางยืดอายุให้ยืนยาว หรือไม่ก็ให้รู้สึกเป็นหนุ่มเป็นสาวกลับสู่วัยเยาว์กันตลอดเวลา" แอโรนอฟสกี้กล่าว "ดูกันง่าย ๆ จากความนิยมของรายการโทรทัศน์อย่าง 'Extreme Makeover' หรือ 'Nip/Tuck' ก็ได้ ผู้คนต่างยังอยากให้ตัวเองดูอ่อนเยาว์ และยากที่จะทำใจให้ยอมรับว่าความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โรงพยาบาลทั้งหลายก็ทุ่มเงินมหาศาลเพื่อต่อลมหายใจของคนไข้ แต่พวกเราจำนวนไม่น้อยมุ่งเน้นที่จะทำอย่างไรให้กายอยู่ จนลืมทะนุถนอมจิตวิญญาณไปเลย ผมอยากให้หนังของผมถ่ายทอดแนวคิดที่ว่า มนุษย์เกิดมาก็ต้อง ตาย มิใช่หรือ แล้วถ้าเราจะมีชีวิตอยู่ค้ำฟ้านี่ เราจะสูญเสียความเป็นคนไปด้วยหรือเปล่า"

 

การเล่าเรื่องราวเพื่อสื่อสารแนวคิดดังกล่าวย่อมต้องอาศัยกรอบความคิดแปลกใหม่ล้ำหน้า "เราเริ่มกันที่การขีด ๆ เขียน ๆ กระดาษเช็ดปากในภัตตาคารตั้งแต่ปี 1999 แล้วก็ผ่านการปลุกปั้นขัดเกลาอีกหลายครั้ง" ผู้กำกับและผู้เขียนบทภาพยนตร์เล่า "ดาร์เรนมีโครงเรื่องซ้อนกันเป็นชั้น ๆ อยู่ในหัว ก่อนจะได้ชื่อตัวละครเอกด้วยซ้ำไป" อีริค วัตสัน (Eric Watson) ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์สาธยาย อันที่จริงแล้ว แอโรนอฟสกี้ พบว่าเขาได้แรงบันดาลใจมาจากผลงานของตัวเอง "มีอยู่คืนหนึ่งผมตื่นขึ้นกลางดึก พอมองไปที่เอกสารค้นคว้า วิจัยซึ่งกองซ้อนกันเป็นตั้ง ๆ ก็คิดได้ว่า ผมต้องสร้างเป็นหนังให้ได้ แนวคิดนี้ฝังอยู่ในสายเลือดของผมแล้ว"

 

แอโรนอฟสกี้ตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวของเขาออกมาในยุคสมัยที่แตกต่างกันสามช่วงเวลา แต่ในเมื่อน้ำพุแห่งความเยาว์วัย (Fountain of Youth) เป็นองค์ประกอบสำคัญที่วนเวียนมาปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์และตำนานทุกยุคสมัย เขาจึงต้องตัดสินใจว่าจะสอดแทรกไว้ในยุคใดจึงจะเหมาะกับแนวคิดของภาพยนตร์ที่สุด อาริ แฮนเดล (Ari Handel) ผู้ร่วมเขียนเรื่องอธิบายว่า "ตอนที่เราปะติดปะต่อเรื่องนี่ก็เริ่มจากการค้นคว้าความเป็นมาของอารยธรรมมายัน (Mayan culture) เลย แล้วก็ศึกษาคัมภีร์ไบเบิ้ล (Bible) ด้วย เราพบว่า น้ำพุแห่งความเยาว์วัย (Fountain of Youth) แฝงนัยยะไว้หลากหลายรูปแบบ สอดแทรกอยู่ในสิ่งมีชีวิตบ้าง พืชพันธุ์นานาชนิดบ้าง หรือไม่ก็สิ่งจรรโลงใจสารพัน"

 

เมื่อเข้าใจดังนั้น แอโรนอฟสกี้ ก็ออกแบบต้นไม้แห่งชีวิต (Tree of Life) ในยุคปัจจุบันของภาพยนตร์ที่สอดคล้องกับ น้ำพุแห่งความเยาว์วัย (Fountain of Youth) ซึ่งอยู่ในยุคของนักรบผู้พิชิตหัวเมืองเม็กซิโกและเปรู ส่วนในศตวรรษที่ 26 ทอมจะออกเดินทางไปยังซิบัลบา (Xibalba) จักรวาลอันไกลโพ้น ซึ่งเป็นตัวแทนของ น้ำพุแห่งยุคอนาคต ตามท้องเรื่อง

 

"จิตวิญญาณของบทหนังเรื่องนี้เป็นสิ่งแรกที่ผมประทับใจ" เอียน สมิธ (Iain Smith) ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ตั้งข้อสังเกต "ซึ่งเรื่องราวของจิตวิญญาณที่ไม่เจาะจงยึดตามความเชื่อของลัทธิใดแนวคิดหนึ่งนี่เอง ที่ทำให้มันถูกถ่ายทอดออกมาเป็นความมหัศจรรย์รูปแบบพิเศษ"

 

เมื่อนำตำนานหลายแหล่งมารวบรวมเข้าไว้ด้วยกัน ตำนานบทใหม่จึงถือกำเนิดขึ้น ตำนานบทใหม่ที่ออกแบบมาได้คุ้นหูคุ้นตา แล้วยังแฝงแนวคิดเรื่องโลกหลังความตายไว้ได้อย่างน่าสนใจอีกด้วย